บทสนทนากับแม่: สู่การเป็นผู้ดูแลที่เต็มไปด้วยรักและเข้าใจ
เรื่องโดย แสงอรุณ ลิ้มวงศ์ถาวร, อริสา สุมามาลย์
ภาพประกอบโดย จิดาภา ทัศคร
“โอ้ย แม่ หลงอีกแล้ว ทำไมวันนี้ถึงหลงมากกว่าเดิมเนี่ย”
ฉันพูดใส่แม่แบบขาดสติ ขุ่นมัว ไม่พอใจ
“ไม่หลงหรอก” แม่เถียงกลับมา
“หลง หลง หลง” ฉันสวนด้วยเสียงดังขึ้น
“ตามใจ หลงก็หลง”
แม่ยอมจำนนกับสิ่งที่ฉันยัดเยียด ก้มหน้าและซึมลง ไม่ทันไรก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น วนซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น
…ใจฉันแตกสลาย ฉันทำอะไรลงไป ฉันเกลียดตัวเอง เสียงต่อว่าและตำหนิตัวเองดังอยู่ในหัว ฉันอยากหนีไปให้พ้นๆ ฉันไม่อยากอารมณ์เสียใส่แม่ ฉันไม่อยากรู้สึกผิดบาป...
นี่คือบทสนทนาบางส่วนจากบันทึกภาคสนามในการทำวิจัยระดับปริญญาโท ที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล ของคุณอั้ม - ชนะพัฒน์ อิ่มใจ ในหัวข้อ “การสนทนาระหว่างฉันกับแม่: การเปลี่ยนแปลงมิติภายในของผู้ดูแล ผ่านการสนทนากับผู้ป่วยอัลไซเมอร์”
...เป็นบทสนทนาที่สะท้อนสถานการณ์ ความเครียด อารมณ์ ความรู้สึกที่ผู้ดูแล(Caregiver) คนหนึ่งต้องแบกไว้อย่างหนักอึ้ง ซึ่งบทสนทนาหรือเหตุการณ์ทำนองนี้ อาจเคยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์อีกหลายต่อหลายคนในสังคม ที่เผชิญทุกข์ทางใจทับถมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เริ่มเปิดใจเมื่อพบพื้นที่ปลอดภัย
“ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำงานในสายอุตสาหกรรม ไม่ชอบทำงานกับคน ชอบทำงานกับห้องแล็บ ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์มองคนอื่นว่าเป็นคนที่ต้องทำงานภายใต้กลไกอะไรบางอย่าง ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำงานภายใต้กรอบเวลา ต้องพัฒนาตัวเอง เป็นชีวิตที่มีแต่คำว่า ‘ต้อง’ และใช้แต่ความคิด เรื่องอารมณ์ความรู้สึกจะถูกปิดทั้งหมด โดยเฉพาะอะไรที่อ่อนแอหรือเปราะบางจะข้ามไปเลย ไม่เคยสังเกตตัวเอง จึงไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย” คุณอั้มเล่าถึงตัวเองในวันวาน
“แต่พอได้เข้ามาเรียนจิตตปัญญาศึกษา รู้สึกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีใครตัดสินเรา พอภายนอกไม่ตัดสิน ทำให้เราเริ่มกลับเข้ามามองตัวเอง ที่ปิดอยู่ก็เริ่มเปิด เริ่มเปิดพื้นที่ภายในของตัวเอง เปิดเผยความกลัวออกมาทีละเรื่อง เช่น กลัวการไม่เป็นที่รัก กลัวการโดนตัดสิน โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ผิดพลาด แต่จิตตปัญญาศึกษาช่วยทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเองว่าเราผิดพลาดได้นะ ยอมรับมัน และถ้าผิดพลาดเราจะอยู่กับสภาวะนั้นอย่างไร ทำให้เข้าใจว่าอันนี้คือความคิด อันนี้คืออารมณ์ ที่เราเป็นคนยึดไว้ทำให้เห็นตัวเอง สว่างเลยว่าเรายึดหรือแบกอะไรอยู่ ทั้งประสบการณ์เลวร้ายในอดีต ความคาดหวังในอนาคต การเรียนแต่ละครั้งทำให้เห็นตัวเอง รับรู้และอยู่กับปัจจุบัน”
งานวิจัยตัวเองที่ตั้งต้นจากความทุกข์
ในแนวทางจิตตปัญญาศึกษา ชีวิตของผู้วิจัยและงานวิจัยไม่แยกขาดจากกัน เราจึงพบได้บ่อยครั้งว่างานวิจัยเป็นเหมือนกุญแจไขไปสู่ความเข้าใจตัวเอง โลก และชีวิตของผู้วิจัย คุณอั้มเล่าถึงที่มาของงานวิจัยในครั้งนี้ว่า
“เรื่องใกล้ตัวที่สุดและทุกข์ที่สุดในตอนนั้นคือ แม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์และเริ่มมีภาวะหลงแล้ว ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าคำว่า ‘ลืม’ ของแม่คือ ‘ลืม’ จริงๆ เราทั้งถกเถียง ปิดประตูใส่สั่งให้แม่ทำตาม แต่สุดท้ายกลับมารู้สึกผิดเสียเอง จึงเอาความทุกข์ในการดูแลแม่มาเป็นตัวประเด็นที่จะเรียนรู้”
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้ระเบียบการวิจัยในรูปแบบฮิวริสติก (Heuristic research) เพื่อนำเสนอให้เห็นภาพของประสบการณ์จากการสืบค้นศึกษาในตัวเองที่เข้มข้นของผู้วิจัย ที่ใช้เวลาบ่มเพาะและจุ่มตัวเองอยู่กับกระบวนการเพื่อทำความเข้าใจในทุกแง่มุมเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา 19 เดือน จากประสบการณ์มิติด้านในของตัวผู้วิจัยเองเป็นหลัก โดยการจดบันทึกบทสนทนาระหว่างแม่กับผู้วิจัยในบริบทการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันบนความสัมพันธ์แม่ลูกเป็นหลัก โดยตัวตนของผู้วิจัยจะถูกนำเสนอในกระบวนการโดยตลอด
คุณอั้มเปิดใจว่า “ที่เลือกใช้บทสนทนาเพราะอยากเช็คดูว่าอาการแม่อยู่ระยะไหนแล้วด้วย ช่วงแรก มันเป็นคำแข็งกระด้างมาก เป็นเหมือนการตรวจสอบ เช่น แม่กินข้าวยัง แม่กินยายัง สนทนากันแบบแห้งแห้งมาก (หัวเราะ) ก็พัฒนาเรื่อย ๆ อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำว่าให้เขียนตามที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เราจึงเริ่มกล้าเขียนว่าเราเถียงแม่ ปิดประตูใส่หน้า เริ่มกล้าที่จะบอกคนอื่นว่าในชีวิตจริง เราก็มีโมเม้นต์นี้นะ ไม่ได้พูดอะไรหรูหรา ข้ามความรู้สึกว่ากลัวดูไม่ดี กลัวคนอื่นมองเราไม่ดี แค่ความกล้าที่จะเขียนออกมาก็เป็นการเปิดอะไรบางอย่างของตัวเองแล้ว เป็นการทำงานกับข้างในของเรา”
“เริ่มจากสังเกตตัวเองก่อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็เอามาเขียน อนุญาตให้เสียงภายในของเราทั้งหมดได้ออกมา ให้ทุกอย่างปรากฏขึ้น เราเป็นแค่ผู้สังเกต รับรู้ และเขียนบันทึกไว้ทั้งหมด ฝึกแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกวัน ทำให้ใจเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น น้อมรับมากขึ้น การเขียนทำให้เราได้กลับไปขมวดความทรงจำให้เจอปมที่แท้จริงว่าอะไรกันแน่คือต้นตอของมัน แม้กระทั่งว่าในตอนที่เขียน มีบางเรื่องที่เราไม่อยากเขียนหรือไม่กล้าเขียน ผมก็จะเขียนบันทึกไปตามนั้น เพื่อให้ทุกอย่างปรากฏออกมาอย่างซื่อตรง และนำเอาเรื่องที่เราไม่กล้าเขียนนั่นแหละ ไปทำงานกับตัวเองในครั้งต่อไป ทั้งการเขียนและการกลับมาอ่านซ้ำ ทำให้เห็นตัวเอง เข้าใจตัวเอง สว่างวาบขึ้นมา”
ระหว่างที่เขียนบันทึกบทสนทนากับแม่ กลายเป็นช่วงเวลาที่คุณอั้มได้สนทนากับตัวเองอย่างแท้จริง ทำให้เห็นและเข้าใจตัวเองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
กระบวนการเรียนรู้นี้ สอดคล้องกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฮิวริสติก ซึ่งมี 6 ขั้นตอนหลัก คือ
ฮิวริสติก เป็นการค้นลึกเข้าไป ทำให้ผู้วิจัยเข้าใจตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองได้เป็นในแบบที่ตัวเองเป็น โดยไม่ต้องไปเป็นคนอื่น มีไมตรีกับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ได้ยินเสียงเล็ก ๆ เสียงแห่งความเปราะบางทั้งหลายที่ไม่เคยสนใจมากขึ้น คลี่คลายเยียวยา ทำให้ได้คลี่คลายปมในอดีตตั้งแต่สมัยเด็ก ได้ศึกษาความรู้สึกผิดของตัวเอง พบว่าเป็นคนชอบโทษตัวเอง เพราะกลัวคนอื่นตัดสิน กลัวการไม่ถูกรัก จึงตัดสินตัวเองก่อนค้นหาคุณค่าความหมายของชีวิต นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน มองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเพื่อนร่วมงานมากขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น และฟื้นฟูจิตวิญญาณ คือการถนอมพลังภายในของลูกที่เป็นผู้ดูแล และแม่ที่เป็นผู้ป่วย ทำให้เป็นการดูแลทางจิตวิญญาณที่คงสภาวะภายในให้อยู่ต่อเนื่องและสว่างไปด้วยกัน
ผู้ดูแลที่มีความสุข สุขได้ในขณะดูแล
ความสุข ความทุกข์ ความเครียดของผู้ดูแล ส่งผลสัมพันธ์กับอาการของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน ในกรณีนี้คุณอั้มเล่าว่า “ความเครียดมันมีผล พอเราไม่เครียด แม่ก็ไม่เครียดตาม แม่เริ่มดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น แม่ปัสสาวะน้อยลง จากเดิม 30 รอบ เหมือนเขากังวล เพราะเราเคยบอกว่า ‘ทำไมฉี่ราดอีกแล้ว’ แม่ก็เลยยิ่งคิดว่าต้องฉี่ ๆ แล้วก็หงุดหงิด แต่พอเราเปลี่ยน จากที่แม่เข้าห้องน้ำ 30รอบ ก็เหลือ 20 รอบ เหลือ 10 รอบ บางวันเหลือแค่ 3 รอบ กลายเป็นว่าที่ผ่านมา แม่เครียดเพราะเรา โดยที่เราเองไม่รู้ตัว”
“ความทุกข์ความเครียดของผู้ดูแล เกิดจากความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ และการแบกความคาดหวังว่าผู้ป่วยต้องหาย ทำให้กลับมาตกหลุมเดิมคือเราเครียด ทำให้แม่เครียด พอแม่เครียด เราก็รู้สึกผิดและโทษตัวเอง แล้วก็วนลูป แต่พอเราเข้าใจ วงจรมันก็หายไป ซึ่งกว่าจะเรียบเรียงวงจรนี้ได้ก็นานเหมือนกัน (หัวเราะ) คนที่มีความทุกข์จากการดูแล มันมีทางออกนะ ผู้ดูแลสามารถสุขในขณะที่ดูแลได้เลย เราไม่จำเป็นต้องทุกข์ เราสามารถที่จะมีความสุขในการดูแลได้ ถ้าทุกคนเข้าใจตัวเองมากขึ้น ผมเชื่อว่าทุกคนจะส่งต่อ เหมือนจุดไฟไปเรื่อย ๆ ทำให้สังคมที่เราอยู่มันสว่าง เกิดการดูแลอย่างเอื้อเฟื้อ มีความเป็นมนุษย์ มีไมตรีมากขึ้น สามารถทำเพื่อคนอื่นได้โดยที่เราไม่ต้องแบก แต่ทำไปโดยอัตโนมัติด้วยใจของเราเอง”
งานวิจัยนี้อาจเป็นต้นแบบให้คนที่กำลังทุกข์ยากจากการเป็นผู้ดูแลได้เรียนรู้ กลับเข้าไปเห็นทุกข์ของตนเอง จนคลี่คลาย เปลี่ยนแปลงมิติภายใน และนำไปสู่การดูแลผู้ป่วยอย่างมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
“การดูแลที่ปราศจากความทุกข์ มีอยู่จริง และเป็นการดูแลที่ซัพพอร์ตกัน เป็นจิตวิญญาณของการดูแลด้วยใจจริง มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานนี้อยู่แล้ว แต่ที่มันบังเรานั้นเกิดจากความทุกข์ เมื่อเข้าใจตรงนี้ทำให้เราเปิดกว้างขึ้น ทำให้เราอยู่ข้างแม่ ซัพพอร์ตเขาเต็มที่โดยที่เราไม่ทุกข์ แม่ก็ไม่ทุกข์ คนที่กำลังดูแลหรือกำลังประสบปัญหาในการดูแลใครบางคน หรือเบิร์นเอ้าท์ การเข้าใจในตัวเองจะทำให้ความทุกข์ คลี่คลายลง การดูแลก็จะเป็นการดูแลที่ทรงพลังขึ้น สุขจนถึงขนาดที่ว่าเราจะส่งเขาอย่างไรในวันนั้นด้วยซ้ำไป” คุณอั้มกล่าวทิ้งท้าย
อ่านงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ที่
https://drive.google.com/file/d/1HahBFlKfLJwYsI06VPFeM4INLk5CAtjf/view?usp=sharing