เวทีเสวนาจิตตปัญญา หัวข้อ “จิตตปัญญาศึกษาเพื่อการฟื้นคืนศักยภาพความเป็นมนุษย์” เป็นเวทีเสวนาที่กลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้ร่วมกันเสวนาเพื่อการแบ่งปันประสบการณ์จากโครงการพันธกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งในส่วนของประสบการณ์ตรงจากกิจกรรมที่ประทับใจ และการเปลี่ยนแปลงภายในตนเองที่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลไปยังคนรอบข้าง ครอบครัวและสังคม โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานเครือข่ายและองค์กรต่าง ๆ มาร่วมรับฟังการเสวนาภายในเรือนจำ อาทิ กรมราชทัณฑ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย บริษัท เคพีฟู้ดส์ จำกัด
บรรยากาศของการเสวนาเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปิดใจ เริ่มต้นด้วยผู้ดำเนินรายการเปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังสามารถพูดสิ่งที่มาจากภายในอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาที่เชื่อมั่นในความจริงแท้จากประสบการณ์จริงในการเรียนรู้ การเสวนามุ่งเน้นไปที่คำถามหลัก 3 ประการ คือ กิจกรรมใดที่สร้างความประทับใจมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงภายในที่เกิดขึ้นหลังเข้าร่วมกระบวนการ และผลกระทบที่ส่งต่อไปยังคนรอบข้าง ผู้ต้องขังทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์ภายในของตนเองด้วยความกล้าหาญและความจริงใจ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและการพัฒนาตนเองที่เป็นรูปธรรมและมีนัยสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมกลับสู่สังคม
กิจกรรมที่สร้างความประทับใจ
กิจกรรมต่าง ๆ ในหลักสูตรการให้คำปรึกษาเพื่อฟื้นฟูอำนาจภายในตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษาได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ตนเอง การสร้างความสัมพันธ์ และการพัฒนาทักษะชีวิต ผู้ต้องขังได้เล่าถึงกิจกรรมที่สร้างความประทับใจในหลากหลายมิติ แต่ละกิจกรรมมีจุดเด่นที่แตกต่างกันในการสร้างการเรียนรู้
"ก้อนเมฆในใจ" เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความตระหนักรู้ทางอารมณ์ ทำให้เราได้รับรู้ความรู้สึกของเราได้มากขึ้น จากเมื่อก่อนเรารู้ว่าตัวเราไม่รู้สึกอะไร แต่กิจกรรมนี้ทำให้อารมณ์ของเราชัดเจนมากขึ้น”
เสียงจากผู้ต้องขังท่านหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมนี้ ทำให้เขาได้รู้เท่าทันอารมณ์ของตน ได้กลับมาถามความรู้สึกของตนเองอยู่เสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการกับความเครียดและการเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ ภายในตัวเอง
ขณะเดียวกันมีผู้ต้องขังที่ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการประเมิน “สุขภาวะ 5 ด้าน” ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ปัญญา และจิตวิญญาณที่เล่าว่า “ได้เรียนรู้มิติสุขภาวะที่สามารถสำรวจตัวเองได้ว่าเราอยู่ในระดับไหน บางด้านอาจมีมาก บางด้านอาจมีน้อย แต่นั่นก็ทำให้รู้ว่าตัวเองขาดตรงไหน” การประเมินสุขภาวะองค์รวมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีแผนที่ชัดเจนในการพัฒนาตนเองอย่างสมดุล
นอกจากนี้ผู้ต้องขังอีกท่านหนึ่งได้เล่าถึงกิจกรรม "ภาพปริศนา" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม เขาได้เรียนรู้ว่า “ความเชื่อใจกัน ไว้ใจกัน เป็นทักษะสำคัญในการอยู่ร่วมกันในที่แห่งนี้”
กิจกรรมการเรียนรู้มีมากมายหลายกิจกรรม และบนเวทีเสวนาแห่งนี้ ผู้ต้องขังได้กลั่นเอาความประทับใจผ่านประสบการณ์ตรงออกมาอย่างน่าประทับใจ
"ก่อนที่จะมาเข้าร่วมเป็นคนไม่กล้าแสดงออก ไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อน พอเข้าร่วมแล้วมีกิจกรรมที่ประทับใจคือ ‘กิจกรรมหน้าผาศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบอกเจตจำนงของตน ตอนที่ได้มายืนอยู่ตรงหน้าผาเพื่อบอกความตั้งใจของเราเป็นเวลา 3 นาที ทำให้เราได้ข้ามผ่านความกลัวของตัวเองมาได้ กิจกรรมนี้เป็นการฝึกความกล้าหาญและการเอาชนะความกลัว ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในตนเองอย่างมาก ผมเปลี่ยนเป็นคนที่กล้าจะพูดกับคนอื่น รับฟังคนอื่น เริ่มจากการที่เราพูดแล้วมีคนตั้งใจฟังเรา"
นอกจากนี้ยังมีผลลัพธ์จากนวัตกรรมทางสังคม "การ์ดจากใจสู่ใจ" ที่เป็นการ์ดคำคุณค่าและความหมายภายในตนเอง ที่ส่งผลกระทบในเชิงบวกและสร้างพลังใจให้แก่ผู้ต้องขัง
"เราเคยเป็นคนที่คิดว่าเรารักแต่คนอื่น ทำอะไรให้คนอื่น แต่ไม่เคยคิดว่าเรารักตนเองและสามารถที่จะรักตัวเองได้ แต่ในกิจกรรมนี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้หยิบการ์ดที่เขียนว่า ‘ความรักตนเอง’ ให้กับเรา เป็นครั้งแรกที่เรารู้ว่าเราก็รักตัวเองเหมือนกัน และเราสามารถรักตัวเองได้”
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังแสดงให้เห็นถึงพลังของกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งถึงระดับจิตใจและทัศนคติต่อชีวิต
"เมื่อก่อนไม่ค่อยสนใจใคร ไม่ฟังเพื่อน หงุดหงิดง่าย พอได้มาเข้าอบรม เราได้มีการรับฟัง เป็นผู้ฟังที่ดี จบกิจกรรมเราก็ไปเป็นผู้ฟัง เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้อื่น ได้เพื่อนมากขึ้น ได้ความไว้ใจจากคนรอบข้างมากขึ้น แล้วเราก็สามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้ เมื่อก่อนเป็นคนอารมณ์ร้อน ตอนนี้ผมกลายเป็นคนคิดก่อนที่จะทำ ตอนนี้ผมคิดก่อน ผมใช้การฟัง สติ ใช้สติ ฟังว่าพูดกับใคร มีน้องถามว่า พี่ผมทำแบบนี้จะดีไหม ผมก็แนะนำได้ ผ่านการมีสติ ได้เพื่อน น้องเพิ่ม คนเข้าหาเยอะขึ้น"
เสียงจากผู้ต้องขังท่านหนึ่งแสดงถึงการพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งและการจัดการอารมณ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษาและการพัฒนามิติภายใน นอกจากการเรียนรู้ในกระบวนการเรียนรู้แล้ว ผู้ต้องขังบางคนยังเล่าถึงภารกิจที่กระบวนกรให้ไว้เป็นการบ้านในวันที่ไม่ได้มีการอบรม ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างลึกซึ้ง
"ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือการเขียนขอบคุณ ผมขอบคุณแทบทุกวัน ขอบคุณอาจารย์ที่มาให้ความรู้ ให้ความสุขกับเรา ขอบคุณที่ยังมีชีวิต และขอบคุณเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต ที่เราไม่เคยมองมันมาก่อน อย่างฝนตก หนาวมาก ผมก็ขอบคุณผ้าห่มที่ทำให้ผมไม่หนาว ขอบคุณมื้อเที่ยงที่ทำให้ผมไม่ต้องหิว การฝึกขอบคุณนี้เป็นกิจกรรมที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองจากการมองในแง่ลบไปสู่การเห็นคุณค่าในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีอยู่รอบตัว ซึ่งผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน”
ในทุกการเปลี่ยนแปลงของผู้ต้องขังคนหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายเพราะมันทำให้จิตใจที่เคยมืดมนหม่นหมองกลับมาส่องสว่างและมีความหมายอีกครั้ง
"ของผมคือเรื่องของความสุข เพราะตัวผมเป็นคนที่ทุกข์ตั้งแต่วันแรกจากการที่ต้องเข้ามาที่นี่ จากที่ที่ไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ ทุกข์ทั้งกายและใจ แต่หลังจากที่ได้มาเรียนรู้จิตตปัญญา ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ความทุกข์เริ่มลดทอนลง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้เรายังได้จดบันทึกเรื่องราวชีวิตของตนเองในแต่ละวัน เพิ่มการตระหนักรู้ เพิ่มกำลังใจให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง"
ผลกระทบต่อคนรอบข้างและครอบครัว
การเปลี่ยนแปลงภายในของผู้ต้องขังได้ส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวและชุมชนในเรือนจำ แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญของจิตตปัญญาศึกษาที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง
ผู้ต้องขังคนหนึ่งเล่าถึงการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ไปสู่ผู้ให้กำลังใจ เขาได้ให้กำลังใจครอบครัวที่มาเยี่ยมโดยเล่าว่า "สำหรับผมเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับญาติ เมื่อก่อนไม่ค่อยดี เพราะเวลาที่ได้เจอกันเราก็อยากจะพูดแต่เรื่องของตัวเองจนลืมความรู้สึกของญาติ แต่หลังจากที่มาเรียนรู้ทำให้ผมได้ไปคิดใหม่ ในเรื่องของการได้รักตัวเองก็เหมือนได้รักคนอื่นไปด้วย แต่ก่อนเวลาที่ญาติมาเยี่ยมแล้วเราจะบ่นเรื่องที่เราเป็นทุกข์ให้เขาฟัง แต่เมื่อเราตระหนักรู้ในตนเองได้ เราก็สามารถเปลี่ยนจากคนเล่าความทุกข์มาเป็นคนฟังความทุกข์ของคนในครอบครัว ผมถามเขาว่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องอะไรทุกข์ใจอยากเล่าให้เราฟังไหม แล้วเราก็ให้กำลังใจเขา" การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนที่งดงาม จากความทุกข์ไปสู่ความมั่นคงและส่งผลถึงคนรอบข้าง
“ผมมีโทษอีกหลายปี ผมเป็นห่วงคนในครอบครัวของผม”
เสียงของผู้ต้องขังคนหนึ่งที่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สะอื้นพร้อมน้ำตา เป็นประโยคสั้น ๆ ที่เรียบง่ายแต่มีพลังมากเพียงพอที่จะเข้าไปถึงหัวใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และทำให้ทุกคนในเวทีเสวนาแห่งนี้สั่นสะเทือนตามไปด้วย นี่คือประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง มีความหมายและมีพลังยิ่งใหญ่
“ตอนอยู่ข้างนอกพ่อแม่เคยถามและบอกให้ฟัง ให้หยุดทำไม่ดี แต่ผมไม่เคยฟังเลย แต่ตอนนี้ผมคิดได้ว่าหากเราฟังและทำตามคงจะดีกว่านี้ และจะนำเรื่องนี้ไปใช้กับครอบครัว เมื่อเราดูแลตัวเองได้ ญาติก็สบายใจ ห่วงเราน้อยลง ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้น ทำให้มีความหวังกำลังใจ และรอเรากลับไปอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข"
ผลกระทบเหล่านี้ยังขยายไปถึงชุมชนในเรือนจำ โดยเฉพาะการที่ผู้ต้องขังหลายคนกลายเป็นที่ปรึกษาและแหล่งสนับสนุนให้กับเพื่อนผู้ต้องขังคนอื่น แสดงให้เห็นถึงการสร้างเครือข่ายการดูแลและสนับสนุนภายในเรือนจำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูและการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก หลายคนที่เคยเป็นแกนนำเพื่อนที่ทำในสิ่งไม่ดีทั้งหลาย กลับกลายมาเป็นแกนนำในการรับฟัง การช่วยเหลือ การสร้างชุมชนที่เกื้อกูล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษาไม่เพียงส่งผลต่อตัวผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังขยายวงไปสู่คนรอบข้างและสร้างความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีความหมาย
พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก
เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยให้ผู้ต้องขังได้ตระหนักรู้ตนเอง เข้าใจอารมณ์ และพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของจิตตปัญญาศึกษา คือ ความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีความดีงามและศักยภาพในการเติบโตอยู่ภายใน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระดับจิตใจ ทัศนคติ และวิธีการมองโลก ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาวะของตนเองอย่างองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการอารมณ์ การพัฒนาทักษะการฟัง การเสริมสร้างความมั่นใจ หรือการหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการกลับคืนสู่สังคมในอนาคต
ผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปสู่คนรอบข้างแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เมื่อคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผลกระทบนั้นจะส่งต่อไปยังครอบครัว เพื่อน และชุมชน ความสามารถในการเป็นผู้ฟังที่ดี การให้คำปรึกษา และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้อื่นที่ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูภายในเรือนจำเอง
สิ่งที่โดดเด่นจากการเสวนานี้คือการที่ผู้ต้องขังทุกคนสามารถแสดงออกถึงความหวังและวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต แทนที่จะจมอยู่ในความเสียใจหรือความรู้สึกผิดจากอดีต พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นบทเรียนสำหรับการสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่า การที่พวกเขาสามารถพูดถึงแผนการในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับครอบครัว การนำทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับสู่สังคม แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้ในการปลูกฝัง "อำนาจภายใน" ที่แท้จริง
เวทีเสวนาครั้งนี้ยังเป็นข้อพิสูจน์ที่สำคัญว่า เรือนจำไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสถานที่กักขัง แต่สามารถเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเติบโต หากมีกระบวนการที่เหมาะสมและความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ประสบการณ์ของผู้ต้องขังเหล่านี้เป็นแสงสว่างที่ส่องทางสำหรับการพัฒนานโยบายและแนวทางในการฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่เน้นการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก
ในท้ายที่สุด การเสวนานี้ได้สื่อสารข้อความที่ทรงพลังว่าไม่มีสิ่งใดกีดขวางหัวใจความเป็นมนุษย์ได้ แม้กระทั่งกำแพงและโซ่ตรวน เมื่อมีการสนับสนุนที่เหมาะสมและกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มนุษย์ทุกคนสามารถค้นพบความดีงามที่อยู่ภายในตนเองและนำมันออกมาสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคม นี่คือพลังแห่งจิตตปัญญาศึกษาที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านเสียงและประสบการณ์ของผู้ต้องขังที่ได้รับโอกาสในการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตนเอง